
ยอดขายรถไทย 2026: ครึ่งปี 3.46 แสนคัน
บทวิเคราะห์ตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีแรก 2026: ยอดรวม 346,966 คัน โต 14.63% BEV ทะลุ 1 แสนคัน แบรนด์จีนครอง 90% อันดับแบรนด์ Toyota/Honda/BYD และแนวโน้มครึ่งปีหลัง
จากมุมมองผู้เขียน: ตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีแรก 2026 (ม.ค.–มิ.ย.) ขายได้รวม 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สวนทางกับความเชื่อที่ว่าตลาดรถไทย "ซบเซาต่อเนื่อง" — แต่การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้กระจายทั่วทุกเซ็กเมนต์: รถยนต์นั่งและ SUV โต 24.13% ขณะที่รถกระบะยังหดตัว 4.73% — หัวหอกของการเติบโตคือรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่กว่า 105,000 คันในครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้น 84.8% โดยแบรนด์จีนครองสัดส่วนถึง 90% และนี่คือบทวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลทางการของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และสมาคมยานยนต์ไทย พร้อมข้อมูลทุกแบรนด์ ตั้งแต่เจ้าเก่าอย่างโตโยต้าจนถึงดาวรุ่งอย่างเชอรี่และจีลี่
| เหมาะสำหรับ | จุดเด่น | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| ผู้ซื้อรถใหม่/มือสองที่ต้องการภาพรวมตลาดไทย 2026 ก่อนตัดสินใจ | ยอดรวม 346,966 คัน H1 (+14.63%) แยกเซ็กเมนต์ แบรนด์ และ BEV เป็นตาราง พร้อมลิงก์อ่านต่อ | ไม่ใช่คำแนะนำซื้อรุ่นเดียว แสดงเฉพาะเดือนที่มีข้อมูล Exact จากแหล่งทางการ |
สรุป: รถนั่ง+SUV โตแรง กระบะอ่อน BEV จีนครอง ~90% ของตลาดไฟฟ้า (ตรวจสอบ 27/08/2026)
ภาพรวมตลาดครึ่งปีแรก 2026: 3.46 แสนคัน โต 14.63%?
ตามรายงานของ FTI (ประกาศ 24 ก.ค. 2026) ยอดขายรถยนต์ในประเทศครึ่งปีแรก (ม.ค.–มิ.ย.) อยู่ที่ 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเดือนมิถุนายนมียอด 58,724 คัน โต 17.26% เดือนกรกฎาคม 2026 FTI ประกาศแล้วที่ 59,196 คัน (+20.07%) — GlobalData คาดการณ์ว่าทั้งปี 2026 จะทำยอดได้ราว 613,000 คัน เทียบกับ 621,166 คันในปี 2025
| ช่วงเวลา | ยอดขาย (คัน) | % YoY | แหล่ง | สถานะ |
|---|---|---|---|---|
| มี.ค. 2026 | 59,865 | +7.29% | FTI | Exact |
| มิ.ย. 2026 | 58,724 | +17.26% | FTI | Exact |
| รวม H1 (ม.ค.–มิ.ย.) | 346,966 | +14.63% | FTI ประกาศ 24 ก.ค. 2026 | Exact |
| ก.ค. 2026 | 59,196 | +20.07% | FTI | Exact |
บทความนี้ไม่ใส่ยอดรายเดือนแบบประมาณการ — เดือนที่ FTI ไม่ประกาศรายเดือนแยกจะไม่ระบุตัวเลข เพื่อไม่ให้ผลรวมขัดกับยอดครึ่งปี 346,966 คัน
Sources checked: FTI / Toyota Thailand (ราคามือสองรวบรวมจากตลาดและสื่อยานยนต์) · ตรวจสอบและอัปเดต 28 ส.ค. 2026
ตัวเลขนี้ชี้ว่า "จุดต่ำสุด" ของตลาดรถไทยผ่านไปแล้ว หลังปี 2023–2024 ที่ยอดร่วงต่อเนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อเข้มงวดของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะ
เซ็กเมนต์: รถนั่ง+SUV โตแรง แต่รถกระบะยังหด?
ความต่างของตลาดครึ่งปีแรกอยู่ที่เซ็กเมนต์ รถยนต์นั่งและ SUV (Passenger Car + SUV) ขายได้ 240,426 คัน โตถึง 24.13% ขณะที่รถกระบะ 1 ตัน ขายได้ 70,141 คัน ลดลง 4.73% และ PPV (เช่น Fortuner, MU-X) ขายได้ 20,893 คัน โต 0.86%
| เซ็กเมนต์ | ยอดขายครึ่งปีแรก (คัน) | % YoY | สาเหตุหลัก |
|---|---|---|---|
| รถยนต์นั่ง + SUV | 240,426 | +24.13% | อีวีจีน + กลุ่ม Eco Car (Yaris ATIV) แรง |
| รถกระบะ 1 ตัน | 70,141 | -4.73% | ธนาคารเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รายได้ภาคเกษตรอ่อน |
| PPV | 20,893 | +0.86% | ทรงตัว ยังเป็นที่นิยมกลุ่มครอบครัว |
| รวม | 346,966 | +14.63% | — |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
กระแส "เปลี่ยนจากรถกระบะเป็น SUV/รถนั่ง" ยังดำเนินต่อเนื่อง เห็นได้จากยอด Eco Car ที่โต 22.95% และ SUV กลางที่ฟื้นตัว 3.68% — จุดนี้สำคัญสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อ: ความต้องการรถกระบะมือสองกำลังอ่อนตัว — ข้อสังเกตบรรณาธิการ: ไม่ได้แปลว่ารถนั่ง/SUV มือสองขายง่ายกว่าเสมอไป ต้องดูสภาพ รุ่น และตลาดท้องถิ่น
อันดับแบรนด์: โตโยต้าครองแชมป์ 33.82% ตามด้วยฮอนด้า-บีวายดี?
โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TMT) ประกาศยอดขายครึ่งปีแรก 117,333 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 33.82% โต 3.02% นำโดยรถกระบะบริสุทธิ์ (Hilux Travo/Revo/Champ) 37,244 คัน โต 6.00% และกลุ่ม Eco (Yaris + Yaris ATIV) 35,567 คัน โต 22.95% ขณะที่ข้อมูลจาก Yiche (อ้างอิงข้อมูลหน่วยงานทางการไทย) ระบุอันดับแบรนด์ครึ่งปีแรกดังนี้
| อันดับ | แบรนด์ | ยอดขาย H1 2026 (คัน) | % YoY | ส่วนแบ่งตลาดโดยประมาณ |
|---|---|---|---|---|
| 1 | Toyota (รวม Lexus) | 117,333 | +3.02% | 33.82% |
| 2 | Honda | 41,837 | +1.8% | ~12.1% |
| 3 | BYD | 25,890 | +0.9% | ~7.5% |
| 4 | Isuzu | 22,862 | -0.4% | ~6.6% |
| 5 | Chery | 20,163 | +1,066.8% | ~5.8% |
| 6 | MG | 16,263 | +71.5% | ~4.7% |
| 7 | GAC Aion | 10,393 | +83.0% | ~3.0% |
| 8 | Ford | 8,830 | -14.3% | ~2.5% |
| 9 | GWM | 8,703 | +62.5% | ~2.5% |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
หมายเหตุ: ยอด Toyota ใช้ตัวเลขประกาศทางการของ TMT (117,333 คัน) ขณะที่อันดับ 2–9 ใช้ข้อมูล Yiche ที่อ้างอิงข้อมูลหน่วยงาน/สมาคมไทย — ส่วนแบ่งตลาดคำนวณจากยอดรวม 346,966 คัน บางแบรนด์ไม่ได้แสดงในตาราง เช่น Mitsubishi, Nissan, Mazda, Suzuki ที่เหลืออยู่ช่วง 1.5–3%
รถยนต์ไฟฟ้า: ยอด BEV ทะลุ 1 แสนคัน แบรนด์จีนครอง 90%?
หัวใจของการเติบโตปีนี้คือรถยนต์ไฟฟ้า ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV ใหม่ครึ่งปีแรกสูงถึงประมาณ 105,000 คัน เพิ่มขึ้น 84.8% จากปีก่อน และในไตรมาส 1 ปี 2026 BEV มีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์นั่งถึง 27.54% (จากต่ำกว่า 10% ในปี 2023) โดยแบรนด์จีนครองสัดส่วนถึง 90% ของ BEV ทั้งหมด
| แบรนด์ | ส่วนแบ่งในตลาด BEV H1 2026 | ยอดโดยประมาณ (คัน) | รุ่นที่ขายดี |
|---|---|---|---|
| BYD | ~21% | ~22,000 | Dolphin, Seal, ATTO 3, SEALION |
| Chery (Omoda & Jaecoo) | ~18.5% | ~19,500 | JAECOO 5 EV, JAECOO 6 EV |
| MG (SAIC) | ~14.3% | ~15,100 | MG4, MG ES, MG S5 EV |
| GAC Aion | ~11.2% | ~11,800 | Y Plus, ES |
| อื่นๆ (Tesla, NETA, Changan, Wuling, Xpeng ฯลฯ) | ~35% | ~36,500 (คำนวณจาก 105,000 × 35%) | Model 3/Y, NETA V, ORA, Geely EX2 |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
และหากนับรวมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (BEV + PHEV + HEV) ไทยมียอดจดทะเบียน 120,010 คันในครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้น 73.8% — HEV ไม่ใช่รถติดปลั๊ก อย่าเรียก BEV+PHEV+HEV รวมว่า "ปลั๊กอิน"ของตลาดไทยแล้ว ไม่ใช่เพียงกระแสรถใหม่ และจากข้อมูล iEVChina (เฉพาะ BEV จดทะเบียน) ยังมี NETA ~6,900 คัน, Changan ~4,700 คัน, Tesla ~3,300 คัน, Wuling ~2,800 คัน และ Xpeng ~2,500 คัน ในครึ่งปีแรก
แบรนด์จีน: จาก 2.86% สู่ 22%+ ใน 6 ปี?
การรุกของแบรนด์จีนเป็นเรื่องราวที่ใหญ่ที่สุดของตลาดไทย ในปี 2019 แบรนด์จีน (MG และ Volvo) มีส่วนแบ่งเพียง 2.86% แต่ปี 2025 ยอดขายแบรนด์จีนรวม 134,410 คัน โต 81.4% คิดเป็น 22.2% ของตลาด และครึ่งปีแรก 2026 ส่วนแบ่งยังเพิ่มต่อเป็นประมาณ 24% แซงหน้าแบรนด์เกาหลีเป็นที่เรียบร้อย
| ปี | ส่วนแบ่งแบรนด์ญี่ปุ่น | ส่วนแบ่งแบรนด์จีน | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|---|---|
| 2019 | 87.06% | 2.86% | ตลาดยังเป็นรถญี่ปุ่นล้วน |
| 2023 | ~78% | ~11% | BYD เริ่มบุกไทย อีวีจีนทะยาน |
| 2025 | 68.4% (ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์) | 22.2% | แบรนด์จีนขายได้ 134,410 คัน โต 81.4% |
| H1 2026 | ~60% (โดยประมาณ) | ~24% | 5 แบรนด์จีนติด Top 10 |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
ครึ่งปีแรก 2026 มีแบรนด์จีน 5 รายติดท็อปเทน ได้แก่ BYD (ที่ 3), Chery (ที่ 5), MG (ที่ 6), GAC Aion (ที่ 7) และ GWM (ที่ 9) — เดือนกรกฎาคม กลุ่มจีลี่ (Geely + Zeekr + Lynk & Co + Riddara) ขายได้ 4,239 คัน แซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของแบรนด์จีนในเดือนนั้น โดย Geely EX2 (Xingyuan) ทำยอด 2,640 คัน ครองแชมป์รถยนต์ไฟฟ้ารายรุ่นของไทยในเดือนกรกฎาคม (ข้อมูลจากผู้ติดตามตลาดจีน ตรวจสอบ 27/08/2026)
เจ้าเก่า: โตโยต้ายังแกร่ง ฮอนด้าทรงตัว อีซูซุฟอร์ดอ่อนตัว?
แบรนด์ญี่ปุ่นยังครองตลาดรวม แต่เริ่มแยกชัด: โตโยต้า (รวม Lexus) ปี 2025 ขาย 230,038 คัน โต 4.4% ครองแชมป์ 37% และครึ่งปีแรก 2026 ยังทำได้ 117,333 คัน ส่วนฮอนด้าปี 2025 ขาย 74,044 คัน ลด 3.4% แต่ครึ่งปีแรก 2026 ฟื้น +1.8% ส่วนอีซูซุที่พึ่งพารถกระบะ D-Max เป็นหลักเจอแรงกดดันจากสินเชื่อเข้มงวด ยอดปี 2025 ลด 14.2% และครึ่งปีแรก 2026 ยังติดลบ 0.4%
| แบรนด์ | ปี 2025 (คัน) | % YoY 2025 | H1 2026 (คัน) | % YoY H1 | จุดแข็ง/จุดอ่อน |
|---|---|---|---|---|---|
| Toyota | 230,038 | +4.4% | 117,333 | +3.02% | Hilux ครองกระบะ 52.26% |
| Honda | 74,044 | -3.4% | 41,837 | +1.8% | City/HR-V/Civic ยังแข็งแรง |
| Isuzu | 73,465 | -14.2% | 22,862 | -0.4% | พึ่ง D-Max หนัก โดนสินเชื่อกระบะ |
| Mitsubishi | 26,369 | -3.5% | ~11,000–13,000 | ทรงตัว | Triton/Xpander เป็นตัวหลัก |
| Ford | 18,271 | -12.5% | 8,830 | -14.3% | Ranger/Raptor โดนตลาดกระบะซบ |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
จุดที่ต้องจับตาคือ "การปิดโรงงาน" ของแบรนด์ญี่ปุ่นบางราย: ซูซูกิและสซูบารุปิดโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยแล้ว ตามการสิ้นสุดมาตรการ Eco Car — ส่งผลให้ตลาดรถมือสองของสองแบรนด์นี้ต้องระวังเรื่องอะไหล่และมูลค่าขายต่อ
ปัจจัยหนุน: นโยบาย EV 3.5 เงินอุดหนุน และการท่องเที่ยวฟื้น?
การเติบโตของตลาดได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐที่ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดปลายปี 2025 และต่อด้วย EV 3.5 ที่เข้มข้นขึ้น ทั้งการลดภาษีสรรพสามิต เงินอุดหนุนต่อคัน และเงื่อนไข "ผลิตชดเชย" ที่บังคับให้แบรนด์จีนตั้งโรงงานในไทย
| มาตรการ | รายละเอียด | ผลต่อตลาด |
|---|---|---|
| EV 3.0 (สิ้นสุด ธ.ค. 2025) | เงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาท/คัน (2024) | ผลักดันยอด BEV ทะยานช่วง 2024–ต้น 2026 |
| EV 3.5 (2026–2027) | อุดหนุนลดลงเหลือ 25,000–50,000 บาท/คัน | ตลาดยังโตแต่แรงหนุนลดลง |
| เงื่อนไขผลิตชดเชย | นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในไทย 2 คัน (2026) → 3 คัน (2027) | แบรนด์จีนเร่งตั้งโรงงาน ไทยเป็นฐานผลิตส่งออก |
| เป้าหมาย 30@30 | 2030 อีวีต้องเป็น 30% ของการผลิตทั้งหมด | ดึงการลงทุนแบตเตอรี่/อีวีเข้าประเทศ |
| การท่องเที่ยวฟื้น + ลดดอกเบี้ย | นักท่องเที่ยวกลับมา กำลังซื้อในเมืองดีขึ้น | หนุนยอดรถนั่ง/SUV ในเขตเมือง |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างประเมินโครงการ "เปลี่ยนรถเก่า" วงเงินราว 714 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเปลี่ยนรถเก่า 80,000 คัน เป็นรถใหม่/อีวี — ถ้าออกจริงจะหนุนตลาดครึ่งปีหลังอีกแรง
ปัจจัยกดดัน: หนี้ครัวเรือน สินเชื่อเข้ม และสงครามการค้า?
แม้ตลาดจะฟื้น แต่ยังมีแรงกดดันโครงสร้างที่ทำให้ยอดไม่กลับไปถึงระดับปี 2019 (กว่า 1 ล้านคัน/ปี) สาเหตุหลักคือหนี้ครัวเรือนไทยสูงเกิน 80% ของ GDP ทำให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถเข้มงวด โดยเฉพาะรถกระบะที่กลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกร/ผู้ประกอบการรายย่อย
| ปัจจัยกดดัน | ผลกระทบ | แนวโน้ม |
|---|---|---|
| หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% ของ GDP | อัตราการปฏิเสธสินเชื่อรถสูงขึ้น | ระยะยาว ยังเป็นอุปสรรคหลัก |
| สินเชื่อรถกระบะเข้มงวด | ยอดกระบะลด 4.73% H1 2026 | ต่อเนื่อง อีซูซุ/ฟอร์ด/โตโยต้าได้รับผล |
| ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ/สงครามการค้า | ส่งออก H1 2026 ไปตะวันออกกลางลด 32% เหลือ 62,383 คัน (TAIA) | กดดันการผลิต โรงงานชะลอลง |
| กำลังการผลิตเหลือเฟือ | อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% | ผู้ผลิตอาจลดกะทำงาน/ปิดไลน์ |
| ค่าเงินบาทแข็ง | ส่งออกยากขึ้น รายได้เกษตรกรลด | กดดันกลุ่มรถกระบะ |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
FTI ยังเตือนเรื่องความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภคครึ่งปีหลัง — แต่นักวิเคราะห์มองว่าโดยรวมตลาดทั้งปี 2026 ยังมีโอกาสทำได้ 600,000–613,000 คัน (คาดการณ์ GlobalData) หากอีวีจีนยังโตและมาตรการกระตุ้นออกมาทันเวลา
เปรียบเทียบอาเซียน: ไทย-เวียดนาม-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย?
ไทยเป็นตลาดอีวีที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน แต่กำลังถูกเวียดนามแซงในสัดส่วน: เวียดนามขาย BEV 115,986 คันในครึ่งปีแรก (+71%) คิดเป็น 35.3% ของยอดรถใหม่ เกือบทั้งหมดเป็น VinFast ขณะที่ไทยทำได้ ~105,000 คัน (+84.8% — อัตราเติบโตเร็วสุดในภูมิภาค)
| ประเทศ | ยอด BEV H1 2026 | % YoY | สัดส่วน BEV ต่อตลาดรวม | ผู้เล่นหลัก |
|---|---|---|---|---|
| เวียดนาม | 115,986 | +71% | 35.3% (สูงสุด) | VinFast (เกือบ 100%) |
| ไทย | ~105,000 | +84.8% (เร็วสุด) | ~27% ของรถนั่ง | BYD, Chery, MG, Aion |
| อินโดนีเซีย | ~44,000–70,000 (ตามเกณฑ์นับ) | +78% | ~16% | Wuling, BYD, Chery |
| มาเลเซีย | ยังไม่เปิดเผย | +85% | ต่ำ (ฐานเล็ก) | BYD, แบรนด์จีน |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
จุดแข็งของไทยคือ "การเป็นฐานผลิต": โรงงาน BYD ที่ระยองผลิตส่งออกไปยุโรปแล้ว และนโยบาย EV 3.5 บังคับให้แบรนด์จีนต้องตั้งโรงงานในประเทศ — ต่างจากเวียดนามที่พึ่ง VinFast ในประเทศเป็นหลัก ไทยจึงได้ทั้งตลาดในประเทศและโอกาสส่งออก
รถรุ่นยอดนิยมครึ่งปีแรก: ใครขายดีที่สุด?
ข้อมูลรายรุ่นเดือนมกราคม 2026 (จากฐานข้อมูลสถิติยานยนต์) ชี้ให้เห็นรถที่ครองใจคนไทย: Yaris ATIV ครองแชมป์ด้วยยอด 7,283 คัน/เดือน ตามด้วย JAECOO 5 EV 6,806 คัน และ BYD Dolphin 5,892 คัน — ขณะที่ Hilux Revo 5,628 คัน และ D-Max 5,381 คันยังเป็นตัวชูโรงของกลุ่มกระบะ
| อันดับ (ม.ค. 2026) | รุ่นรถ | ยอด (คัน/เดือน) | เซ็กเมนต์ | ราคาเริ่มต้น (บาท) |
|---|---|---|---|---|
| 1 | Toyota Yaris ATIV | 7,283 | Eco Sedan | 549,000 |
| 2 | JAECOO 5 EV | 6,806 | SUV ไฟฟ้า | 629,000 |
| 3 | BYD Dolphin | 5,892 | แฮทช์แบ็กไฟฟ้า | 599,900 |
| 4 | Toyota Hilux Revo | 5,628 | กระบะ | 934,000 |
| 5 | Isuzu D-Max | 5,381 | กระบะ | 547,000 |
| 6 | BYD ATTO 3 | 1,146 (มิ.ย. 2026) | SUV ไฟฟ้า | 799,900 |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
ที่น่าสนใจคือ JAECOO 5 EV (แบรนด์จีนน้องใหม่ในเครือเชอรี่) ขายได้เทียบเท่ารถกระบะเจ้าเก่า — ยืนยันว่าผู้บริโภคไทยพร้อมจ่ายเงินเพื่อรถอีวีที่มีดีไซน์และราคาเข้าถึงได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้า JAECOO 5 EV, BYD Dolphin และ BYD ATTO 3
หน้า Company Profile (สรุป) — 15 แบรนด์หลัก (ยอดขาย/ศูนย์บริการ)
เจาะลึกยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด และเครือข่ายหลังขาย — ตรวจสอบ 28 ส.ค. 2026
- Toyota · Honda · Mazda
- BYD · Chery · MG
- GWM · GAC Aion · ZEEKR
- Isuzu · Nissan · Mitsubishi
- Suzuki · Lexus · Subaru
ภาพรวมตลาด: ยอดขายรถไทย 2026 · แบรนด์จีน: Chinese Auto Brands
บทเรียนสำหรับผู้ซื้อรถในปี 2026?
จากข้อมูลตลาดครึ่งปีแรก มีข้อสรุปที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับคนที่กำลังจะซื้อรถ (ทั้งใหม่และมือสอง) 5 ข้อ: หนึ่ง อีวีจีนคือตัวเลือกหลักของตลาดแล้ว — ราคาเริ่ม 5–7 แสนบาท มีให้เลือกหลายแบรนด์ สอง รถกระบะกำลังซบเซา — ถ้าซื้อมือสองต่อรองราคาได้ดี แต่ขายต่อยากขึ้น สาม แบรนด์ญี่ปุ่นยังครองรีเซลล์ แต่รุ่นเล็ก/ปิดโรงงาน (Suzuki/Subaru) ต้องระวัง 4 แบรนด์จีนขยายตัวเร็ว — โอกาสหาซื้อใหม่และศูนย์บริการมากขึ้น แต่ต้องเช็กสุขภาพแบตเตอรี่ถ้าซื้ออีวีมือสอง ห้า ช่วงครึ่งปีหลังมักมีโปรโมชันจากงาน Motor Expo (ปลายปี) และมาตรการกระตุ้นรัฐ
| กลุ่มผู้ซื้อ | คำแนะนำ | ลิงก์อ่านเพิ่ม |
|---|---|---|
| ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ | เลือกแบรนด์ที่มีโรงงาน/ศูนย์บริการในไทย เปรียบเทียบการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี | เทียบ HEV/PHEV/BEV |
| ซื้อรถมือสอง | เน้นรุ่นที่ขายดี (Yaris ATIV, Hilux, City) เพราะหาอะไหล่ง่าย ขายต่อดี | คู่มือตรวจสภาพรถมือสอง |
| ซื้ออีวีมือสอง | ขอรายงานสุขภาพแบตเตอรี่จากศูนย์ก่อนโอนเงิน | เช็กแบตเตอรี่รถไฟฟ้ามือสอง |
| วางแผนค่างวด | ใช้เครื่องมือคำนวณก่อนตัดสินใจ | เครื่องคำนวณค่างวด |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
อ่านบทวิเคราะห์แบรนด์รถยนต์ในไทยเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือแบรนด์รถยนต์ในไทย และ ตลาดรถมือสอง ของเรา
สรุป: ตลาดไทยเปลี่ยนขั้วแล้ว?
ครึ่งปีแรก 2026 ยืนยันว่าตลาดรถยนต์ไทย "เปลี่ยนขั้ว" อย่างถาวร จากตลาดที่พึ่งพารถกระบะและแบรนด์ญี่ปุ่น มาเป็นตลาดที่รถยนต์นั่ง+SUV และรถอีวีจีนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โตโยต้ายังเป็นแชมป์ด้วยส่วนแบ่ง 33.82% แต่แบรนด์จีน 5 รายติดท็อปเทนและครอง 90% ของตลาด BEV แล้ว — สำหรับผู้บริโภค นี่คือยุคที่มีทางเลือกมากที่สุด ทั้งราคา เทคโนโลยี และโปรโมชัน แต่ก็ต้องฉลาดเลือกทั้งเรื่องรีเซลล์ ค่าอะไหล่ และสุขภาพแบตเตอรี่
เราจะอัปเดตบทความนี้ทุกไตรมาสตามข้อมูล FTI และ TMT — ถ้าอยากให้เจาะลึกแบรนด์หรือเซ็กเมนต์ไหนเป็นพิเศษ บอกเราได้ที่ช่องทางติดต่อ
แหล่งข้อมูลและวันที่ตรวจสอบ
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ยอดขายรวม/รายเดือน | FTI (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) รายงาน ม.ค.–มิ.ย. 2026 + FTI Automotive Report (km.fti.or.th) — ตรวจสอบ 27/08/2026 |
| ยอดแบรนด์ Toyota | Toyota Motor Thailand ประกาศ 31 ก.ค. 2026 (117,333 คัน H1, 33.82%) |
| อันดับแบรนด์รวม | Yiche (ฐานข้อมูลยานยนต์จีน) อ้างอิงข้อมูลหน่วยงาน/สมาคมไทย ประกาศ 7 ก.ค. 2026 |
| ยอด BEV/อีวี | ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV ~105,000 คัน (+84.8%) แบรนด์จีน 90% (ข้อมูลหน่วยงานไทย ผ่านสื่อ) + e-mobility 120,010 คัน (+73.8%) + iEVChina (ยอด BEV รายแบรนด์) |
| ข้อมูลปี 2025 | FTI รายงานยอดทั้งปี 621,166 คัน (+8.47%) TOP10 แบรนด์ |
| ข้อมูลคาดการณ์/นโยบาย | GlobalData คาด 613,000 คันปี 2026, มาตรการ EV 3.0/3.5, BOI, เป้าหมาย 30@30, TAIA (ส่งออก H1 2026) |
Sources checked: FTI · Toyota Thailand press · ตรวจสอบ 30 ส.ค. 2026
บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งเปิดเผย ตัวเลขอาจมีการปรับปรุงภายหลัง ราคาและยอดขายควรอ้างอิงประกาศทางการของแต่ละแบรนด์ก่อนการตัดสินใจซื้อ
เครื่องมือ AutoTest — วางแผนซื้อรถตามภาพรวมตลาด
- คำนวณค่างวดรถ — ทดสอบดาวน์และระยะผ่อน
- คำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน — รวมภาษี พ.ร.บ. น้ำมัน/ไฟ
- เปรียบเทียบ 5 ปี EV vs น้ำมัน — หลัง BEV ครอง ~27% ตลาดรถนั่ง
- คู่มือแบรนด์รถยนต์ไทย — 41 แบรนด์ + ช่วงราคา
- รถมือสองงบ ฿500,000 — แนะนำตามประเภท
Claim Ledger (Tier A/B/C)
| Claim | Tier | แหล่ง | ตรวจสอบ |
|---|---|---|---|
| ยอดขายรวม / ช่วงราคาตลาด | Tier A | FTI, TMT, One2Car | 28 ส.ค. 2026 |
| Used Value Score 0-100 | Tier B | AutoTest formula v1.0 | 28 ส.ค. 2026 |
| ค่างวดตัวอย่าง ฿7,900/เดือน | Tier B | เครื่องมือ AutoTest ดอกเบี้ย 4% | 28 ส.ค. 2026 |
| ราคาประกาศ vs ซื้อจริง -15-25% | Tier B | One2Car/Zigwheels สำรวจ | 28 ส.ค. 2026 |
| ค่าโอน/ยาง/ประกันสำรอง | Tier C | DLT/OIC อ้างอิงตารางบทความ | 28 ส.ค. 2026 |
คำถามที่พบบ่อย
ภาพรวมตลาดครึ่งปีแรก 2026: 3.46 แสนคัน โต 14.63%?
ตามรายงานของ FTI (ประกาศ 24 ก.ค. 2026) ยอดขายรถยนต์ในประเทศครึ่งปีแรก (ม.ค.–มิ.ย.) อยู่ที่ 346,966 คัน เพิ่มขึ้น 14.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเดือนมิถุนายนมียอด 58,724 คัน โต 17.26% เดือนกรกฎาคม 2026 FTI ประกาศแล้วที่ 59,196 คัน (+20.07%) — GlobalData คาดการณ์ว่าทั้งปี 2026 จะทำยอดได้ราว 613,000 คัน เทียบกับ 621,166 คันในปี 2025
เซ็กเมนต์: รถนั่ง+SUV โตแรง แต่รถกระบะยังหด?
กระแส "เปลี่ยนจากรถกระบะเป็น SUV/รถนั่ง" ยังดำเนินต่อเนื่อง เห็นได้จากยอด Eco Car ที่โต 22.95% และ SUV กลางที่ฟื้นตัว 3.68% — จุดนี้สำคัญสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อ: ความต้องการรถกระบะมือสองกำลังอ่อนตัว — ข้อสังเกตบรรณาธิการ: ไม่ได้แปลว่ารถนั่ง/SUV มือสองขายง่ายกว่าเสมอไป ต้องดูสภาพ รุ่น และตลาดท้องถิ่น
อันดับแบรนด์: โตโยต้าครองแชมป์ 33.82% ตามด้วยฮอนด้า-บีวายดี?
โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TMT) ประกาศยอดขายครึ่งปีแรก 117,333 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 33.82% โต 3.02% นำโดยรถกระบะบริสุทธิ์ (Hilux Travo/Revo/Champ) 37,244 คัน โต 6.00% และกลุ่ม Eco (Yaris + Yaris ATIV) 35,567 คัน โต 22.95% ขณะที่ข้อมูลจาก Yiche (อ้างอิงข้อมูลหน่วยงานทางการไทย) ระบุอันดับแบรนด์ครึ่งปีแรกดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้า: ยอด BEV ทะลุ 1 แสนคัน แบรนด์จีนครอง 90%?
และหากนับรวมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (BEV + PHEV + HEV) ไทยมียอดจดทะเบียน 120,010 คันในครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้น 73.8% — HEV ไม่ใช่รถติดปลั๊ก อย่าเรียก BEV+PHEV+HEV รวมว่า "ปลั๊กอิน"ของตลาดไทยแล้ว ไม่ใช่เพียงกระแสรถใหม่ และจากข้อมูล iEVChina (เฉพาะ BEV จดทะเบียน) ยังมี NETA ~6,900 คัน, Changan ~4,700 คัน, Tesla ~3,300 คัน, Wuling ~2,800 คัน และ Xpeng ~2,500 คัน ในครึ่งปีแรก
แบรนด์จีน: จาก 2.86% สู่ 22%+ ใน 6 ปี?
ครึ่งปีแรก 2026 มีแบรนด์จีน 5 รายติดท็อปเทน ได้แก่ BYD (ที่ 3), Chery (ที่ 5), MG (ที่ 6), GAC Aion (ที่ 7) และ GWM (ที่ 9) — เดือนกรกฎาคม กลุ่มจีลี่ (Geely + Zeekr + Lynk & Co + Riddara) ขายได้ 4,239 คัน แซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของแบรนด์จีนในเดือนนั้น โดย Geely EX2 (Xingyuan) ทำยอด 2,640 คัน ครองแชมป์รถยนต์ไฟฟ้ารายรุ่นของไทยในเดือนกรกฎาคม (ข้อมูลจากผู้ติดตามตลาดจีน ตรวจสอบ 27/08/2026)
เจ้าเก่า: โตโยต้ายังแกร่ง ฮอนด้าทรงตัว อีซูซุฟอร์ดอ่อนตัว?
แบรนด์ญี่ปุ่นยังครองตลาดรวม แต่เริ่มแยกชัด: โตโยต้า (รวม Lexus) ปี 2025 ขาย 230,038 คัน โต 4.4% ครองแชมป์ 37% และครึ่งปีแรก 2026 ยังทำได้ 117,333 คัน ส่วนฮอนด้าปี 2025 ขาย 74,044 คัน ลด 3.4% แต่ครึ่งปีแรก 2026 ฟื้น +1.8% ส่วนอีซูซุที่พึ่งพารถกระบะ D-Max เป็นหลักเจอแรงกดดันจากสินเชื่อเข้มงวด ยอดปี 2025 ลด 14.2% และครึ่งปีแรก 2026 ยังติดลบ 0.4%









